วันขึ้น 15 คํ่าเดือน 12 วันลอยกระทง
- วันเพ็ญเดือน 12 หรือวันลอยกระทง เป็นวันประกอบพิธีสำคัญอย่างหนึ่งของคนไทยเรียกว่า เทศกาลลอยกระทง
ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย แม้ในปัจจุบันก็ยังถือปฏิบัติกันอยู่ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด
- ความมุ่งหมายของการลอยกระทงมีอยู่หลายประการ เช่น การขอขมาต่อพระแม่คงคา การบูชารอยพระพุทธบาท
การลอยเคราะห์โรคภัยและทุกข์โศกให้ไหลไปกับสายนํ้า ฯลฯ กิจกรรมดังกล่าวนี้จะจัดขึ้นในเดือน 12 โดยนับวันตามจันทรคติ
หรือราวเดือนพฤศจิกายน
ประวัติความเป็นมา
- คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทงมีอยู่หลายตำนาน ดังนี้
- การลอยกระทง เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา
- การลอยกระทง เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์ คือบูชาพระนารายณ์ ซึ่งบรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร
- การลอยกระทง เพื่อต้นรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาอภิธรรม
โปรดพระพุทธมารดา
- การลอยกระทง เพื่อบูชารอยพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้า ที่หาดริมแม่นํ้านัมมทานที เมื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ
- การลอยกระทง เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศา ของพระพุทธเจ้า
- การลอยกระทง เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม บนสวรรค์ชั้นพรหมโลก
- การลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคุตตเถระ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึก หรือสะดือทะเล
ประวัติการลอยกระทงในเมืองไทย
- การลอยกระทงในเมืองไทย มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย เรียกว่า การลอยกระทงประทีป หรือ ลอยโคม เป็นงานนักขัตฤกษ์ รื่นเริงของประชาชนทั่วไป
ต่อมานางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระล่วง ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม การลอยกระทง หรือลอยโคม
ในสมัยนางนพมาศ กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่นํ้านัมมทามที ซึ่งเป็นแม่นํ้าสายหนึ่ง อยู่ในแคว้นทักขิณาบถ ของประเทศอินเดีย
ปัจจุบันเรียกว่า แม่นํ้าเนรพุททา
การลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท
- รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ที่ไปปรากฏอยู่ริมฝั่งแม่นํ้านัมมทานที มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ คือ ครั้งหนึ่งพญานาคทูลอาราธนา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ เมื่อพระองค์จะเสด็จกลับ พญานาคทูลขออนุสาวรีย์ไว้กราบไหว้บูชา พระพุทธองค์จึงทรงประดิษฐาน
รอยพระพุทธบาทไว้ที่หาดทราย ริมฝั่งแม่นํ้านัมมทานที เพื่อให้บรรดานาคทั้งหลาย ได้สักการะบูชา
การลอยกระทงที่มีความเป็นมาเกี่ยวข้งกับพุทธประวัติ ยังมีอีก 2 เรื่องคือ
- การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ และ
- การลอยกระทงเพื่อต้อนรับพระพุทธองค์ในวันที่เสด็จกลับจากเทวโลก
ตำนานการลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณี
- เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จออกจากพระนครกบิลพัสดุ์ ในเวลากลางคืนด้วยม้ากัณฐกะ พร้อมนายฉันนะมหาดเล็กผู้ตามเสด็จ ครั้นรุ่งอรุณก็ถึงฝั่งแม่นํ้า
อโนมานที เจ้าชายทรงขับม้ากัณฐกะกระโจนข้ามแม่นํ้าไปโดยสวัสดี
- เมื่อทรงทราบว่าพ้นเขตกรุงกบิลพัสดุ์แล้ว เจ้าชายสิทธัตถะจึงเสด็จลงประทับเหนือหาดทรายขาวสะอาด ตรัสให้นายฉันนะ นำเครื่องประดับ
และม้ากัณฐกะกลับพระนคร ทรงตั้งพระทัยปรารภจะบรรพชา โดยเปล่งวาจา "สาธุ โข ปพุพชุชา" แล้ว จึงทรงจับพระเมาลีด้วยพระหัตถ์ซ้าย พระหัตถ์ขวา
ทรงพระขรรค์ตัดพระเมาลี แล้วโยนขึ้นไปบนอากาศ พระอินทร์ไดนำพระอบทองมารองรับพระเมาลีไว้ และนำไปบรรจุยังพระจุฬามณี เจดียสถานในเทวโลก
- พระจุฬามณีตามปกติเทวดาเหาะมาบูชาเป็นประจำ แม้พระศรีอริยเมตไตรยเทวโพธิสัตว์ ซึ่งในอนาคตจะมาจุติบนโลก และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
พระองค์หนึ่งก็ยังเสด็จมาไหว้ การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณี จึงถือเป็นการไหว้บบูชาพระศรีอริยเมตไตรยด้วย
ตำนานการลอยกระทง เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากเทวโลก
- เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวชจนได้บรรลุธรรมเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว หลังจากเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่สาธุชนโดยทั่วไปได้ระยะหนึ่ง
จึงเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาธรรมโปรดพระพุทธมารดา
- ครั้นจำพรรษาจนครบ 3 เดือน พระองค์จึงเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์ เมื่อท้าวสักกเทวราชทราบพระพุทธองค์ จึงเนรมิตบันไดทิพย์ขึ้น
อันมี บันไดทอง บันไดเงิน และบันไดแก้ว ทอดลงสู่ประตูเมืองสังกัสสนคร บันไดแก้วนั้นเป็นที่ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลง บันไดทองเป็นที่สำหรับ
เทพยดาทั้งหลายตามส่งเสด็จ บันไดเงินสำหรับพรหมทั้งหลายส่งเสด็จ
- ในการเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ครั้งนี้ เหล่าทวยเทพ และประชาชนทั้งหลาย ได้พร้อมใจกันทำการสักการบูชาด้วยทิพย์บุปผามาลัย การลอยกระทงตามคตินี้
จึงเป็นการรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากดาวดึงส์พิภพ ( เป็นตำนานเดียวกับประเพณีการตักบาตรเทโวรับเสด็จพระพุทธองค์ลงจากดาวดึงส์ )
การลอยกระทง เพื่อบูชาพระนารายณ์บรรทมสินธุ์
- ยังมีพิธีการลอยกระทงตามคติพราหมณ์อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งกระทำเพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้า คือ พระนารายณ์ที่บรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร
นิยมทำกันในวันขึ้น 15 คํ่าเดือน 11 หรือวันขึ้น 15 คํ่าเดือน 12 เป็น 2 ระยะ จะทำในกำหนดใดก็ได้
ตำนานการลอยกระทง เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม
- นิทานต้นเหตุเกี่ยวกับวันลอยกระทงอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นนิทานชาวบ้าน กล่าวถึงเมื่อครั้งดึกดำบรรพ์ มีกาเผือกสองตัวผัวเมียทำรังอยู่บนต้นไม้
ในป่าหิมพานต์ใกล้ฝั่งแม่นํ้า วันหนึ่งกาตัวผู้ออกไปหากิน แล้วหลงทางกลับรังไม่ได้ ปล่อยให้นางกาตัวเมียซึ่งกกไข่อยู่ 5 ฟอง รอด้วยความกระวนกระวายใจ
จนมีพายุใหญ่พัดรังกระจัดกระจาย ฟองไข่ตกลงนํ้า แม่กาถูกลมพัดไปทางหนึ่ง
- เมื่อแม่กาย้อนกลับมาที่รังไม่พบฟองไข่ จึงร้องไห้จนขาดใจตาย ไปเกิดเป็นท้าวพกาพรหมอยู่ในพรหมโลก ฟองไข่ทั้ง 5 นั้น ลอยนํ้าไปในสถานที่ต่างๆ
บรรดาแม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โค และแม่ราชสีห์ มาพบเข้า จึงนำไปรักษาไว้ตัวละ 1 ฟอง ครั้นถึงกำหนดฟัก กลับกลายเป็นมนุษย์ทั้งหมด ไม่มีฟองไหนเกิดมาเป็น
ลูกกาตามชาติกำเนิดเลย
- กุมารทั้ง 5 ต่างเห็นโทษภัยในการเป็นฆราวาส และเห็นอนิสงส์ในการบรรพชา จึงลามารดาเลี้ยงไปบวชเป็นฤาษี ต่อมาฤาษีทั้ง 5 ได้มีโอกาสพบปะกัน
และถามถึงนามวงศ์ และมารดาของกันและกัน จึงทราบว่าเป็นพี่น้องกัน ฤาษีทั้ง 5 มีนามดังนี้
- คนแรกชื่อ กกุสันโธ ( วงค์ไก่ )
- คนที่สองชื่อ โกนาคมโน ( วงค์นาค )
- คนที่สามชื่อ กัสสโป ( วงค์เต่า )
- คนที่สี่ชื่อ โคตโม ( วงค์โค )
- คนที่ห้าชื่อ เมตเตยโย ( วงค์ราชสีห์ )
- ต่างตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าต่อไปจะได้ไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ขอให้ร้อนไปถึงมารดา ด้วยแรงอธิษฐาน ท้าวพกพรหมจึงเสด็จมาจากเทวโลก
จำแลงองค์เป็นกาเผือก แล้วเล่าเรื่องราวแต่หนหลังให้ฟัง พร้อมบอกว่าถ้าคิดถึงมารดา เมื่อถึงเพ็ญเดือน 11 เดือน 12 ให้เอาด้ายดิบผูกไม้ตีนกา ปักธูปเทียนบูชา
ลอยกระทงในแม่นํ้า ทำอย่างนี้เรียกว่าคิดถึงมารดา แล้วท้าวพกพรหมก็ลากลับไป
- ตั้งแต่นั้นมา จึงมีการลอยกระทงเพื่อบูชาท้าวพกาพรหม และเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท ซึ่งประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่นํ้านัมมทานี ส่วนฤาษีทั้งท 5
ต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าดังนี้
- ฤาษีองค์แรก กกุสันโธ ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระกกุสันโธ
- ฤาษีองค์ที่สอง โกนาคมโน ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระโกนาคมน์
- ฤาษีองค์ที่สาม กัสสโป ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระกัสสปะ
- ฤาษีองค์ที่สี่ โคตโม ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระสมณโคดม
- ฤาษีองค์ที่ห้า เมตเตยโย ได้แก่ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรย
- พระพุทธเจ้า 3 พระองค์แรก ได้มาบังเกิดบนโลกแล้วในอดีตกาล พระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 คือ
พระพุทธเจ้าที่จะมาบังเกิดบนโลกในอนาคต ได้แก่ พระศรีอาริยเมตไตรย
การลอยกระทงของชาวเหนือ ( ยี่เป็ง )
- การลอยกระทงของชาวเหนือ นิยมทำกันในเดือนยี่เป็ง ( คือยี่หรือเดือนสอง เพราะนับวันเร็วกว่าของเรา 2 เดือน ) เพื่อบูชาพระอุปคุตต์ ซึ่งเชื่อกันว่า
ท่านบำเพ็ญบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึก หรือสะตือทะเล ตรงกับคติของชาวพม่า
การลอยกระทงของชาวอีสาน ( ไหลเรือไฟ )
- การลอยกระทงในภาคอีสาน เรียกว่าเทศกาลไหลเรือไฟ จัดเป็นประเพณียิ่งใหญ่ในจังหวัดนครพนม โดยการนำหยวกกล้วยหรือวัสดุต่างๆ
มาตกแต่งเป็นรูปพญานาคและรูปอื่นๆ ตอนกลางคืนจุดไฟปล่อยให้ไหล ไปตามลำนํ้าโขงดูสวยงามตระการตา
- นอกจากนี้ยังมีประเพณีอลยกระทงในประเทศต่างๆ เช่นที่เขมร จีน อินเดีย โดยมีคติความเชื่อ และประวัติความเป็นมาตรงกันบ้าง แตกต่างกันไปบ้าง
บทส่งท้าย
- ประเพณีการลอยกระทง น่าจะเป็นคติของชนชาติที่ประกอบกสิกรรม ซึ่งต้องมีนํ้าเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อพืชพันธุ์ธัญญาหารเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์
จึงมีการลอยกระทงไปตามกระแสนํ้า เพื่อขอบคุณพระแม่คงคา หรือเทพเจ้าแห่งนํ้า อีกทั้งเป็นการแสดงความคารวะขออภัย ที่ได้ลงอาบ หรือปล่อยสิ่งปฏิกูลลงนํ้า
ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งเป็นการบูชาเทพเจ้า ตลอดจนพระพุทธบาท พระเจดีย์จุฬามณี ฯลฯ ตามคติความเชื่อ
- หลังจากทำพิธีลอยกระทงแล้ว ก็จัดให้มีการละเล่นรื่นเริงสนุกสนาน เช่น การละเล่นพื้นเมือง การละเล่นเพลงเรือ รำวง ฯลฯ อันเป็นธรรมเนียมประเพณี
ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ
สรุปเหตุผลในการลอยกระทง
- 1.เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา เพื่อบูชารอยพระพุทธบาท และบูชาเทพเจ้า ตามคติความเชื่อ
- 2.เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้ มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา
- 3.เพื่อรู้ถึงคุณค่าของนํ้า หรือแม่นํ้าลำคลอง อันเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการดำรงชีวิต
|