Home | PostCode | Search | GraphLife | Number7 | Dream | Lakana1 | Lakana2 | Name | Tools | OX | Millionaires |Drag Racing | โฮมเพจนายต๋อง



    10 ธันวาคม วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ
  • แต่เดิมประเทศไทยมีการปกครอง ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ การปกครองที่พระมหากษัตริย์ มีอำนาจเด็ดขาด ในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการ ซึ่งบางครั้เรียกกันง่ายๆว่า เป็นการปกครองแบบกษัตริย์อยู่เหนือกฏหมายคือ เป็นทั้งผู้ออกกฏหมาย บริหารบ้านเมือง และตัดสินคดีความด้วยพระองค์เอง เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ เป็นเพียงกลไกที่ปฏิบัติไปตามพระบรมราชโองการเท่านั้น
  • ถึงแม้พระมหากษัตริย์จะทรงมีอำนาจสมบูรณ์เด็จขาด ในการบริหารปกครองบ้านเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิาราชย์ แต่ก็มิได้ทรงใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างไม่ชอบธรรม เพราะพระองค์ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม
  • ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ได้ทรงแสดงออกถึงความสนับสนุน การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตร และได้ทางสืบสานเจตนารมรณ์มาตามลำดับ เริ่มจาการที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับองค์รัชทายาทว่า พระองค์จะไม่ทรงตั้งผู้ใดไว้ แต่โปรดฯ ให้เหล่าบรรดข้าราชการ เสนาบดีทั้งหลายตกลงกันว่า สมควรจะตั้งผู้ใดให้สืบราชสมบัติต่อไป
  • และในที่สุดบรรดาเสนาบดีรวมทั้งเหล่าข้าราชการทั้งหลาย ได้พร้อมใจกันอัญเชิญเจ้าฟ้ามงกุฏฯ ซึ่งในขณะนั้นยังทรงผนวชอยู่ ณ วัดบวรนิเวศฯ ให้ลาสิกขาบท แล้วขึ้นครองราชย์ และโปรดให้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์ไทยองค์ที่ 4 แห่งราชวงค์จักรี ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางความคิดเห็นชอบพร้อมใจกันของบรรดาข้าราชการ และอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง ซึ่งน่าจะถือได้ว่า พระองค์ทรงมีพระราชดำริที่เป็นประชาธิปไตรแล้ว ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ที่จะถูกปกครอง ได้มีโอกาสเลือกผู้ปกครองเอง
  • เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เตรียมการปูพื้นฐาน ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ให้เท่าเทียมกับบรรดานานาอารยประเทศ โดยทรงริเริ่มยอมรับอารยธรรมตะวันตก ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้เข้ากับสภาพบ้านเมือง และความเป็นอยู่ของประชาชนในขณะนั้น เช่น ทรงเลิกประเพณีที่ข้าราชการขุนนาง ต้องหมอบเฝ้ามาเป็นการยืนเข้าเฝ้าแทน ด้วยพระองค์ทรงมีพระราชดำริที่เป็นประชาธิปไตร ทรงต้องการให้มีความเสมอภาค พยายามไม่ให้เกิดความแตกแยก หรือระหว่างชนชั้นมากนัก และโปรดฯ ให้ประชาชน เลือกนับถือศาสนาได้ตามใจชอบ จัดให้ราษฎร์มีการศึกษาโดยเท่าเทียมกัน
  • ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นนักปกครองที่เยี่ยมยอด และทรงสานต่อ การวางรากฐาน การปกครองในระบอบประชาธิปไตร ตามแนวพระราชดำริของพระราชบิดา นอกจากทรงดำเนินการ เรื่องจักการศึกษาให้แก่ประชาชน โดยโปรดเกล้าฯ จัดตั้งดรงเรียนให้ประชาชนทั่วไป ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนแล้ว ยังโปรดให้มีการตั้งทุนเล่าเรียนหลวงขึ้นเป็นต้น
  • นอกจากนี้ ยังทรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขการปกครองแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นทางศาล หรือการเปลี่ยนแปลง ระบบบริหารราชการส่วนกลาง จากสตุสดมภ์เป็น กระทรวงต่างๆขึ้นแทน รวมทั้งสิ้น 12 กระทรวง เริ่มระบบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น โดยโปรดให้ตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาครขึ้น เพื่อให้ราษฎร์เลือกผู้ปกครอง กันเอง โดยการให้ราษฎร์ประชุมพร้อมกัน ทั้งหมู่บ้าน เพื่อเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นการเริ่มต้นของการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตร
  • และที่เหนืออื่นใด ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริ ที่เป็นประชาธิปไตรอย่างแท้จริง ก็คือการที่ทรงเลิกทาส ซึ่งทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า พระองค์ต้องการให้เกิดความเสมอภาคขึ้น ให้ทุกคนได้มีสิทธิ และเสรีภาพของการเป็นคน เท่าเทียมกัน
  • ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ( พ.ศ. 2453-2468 ) พระองค์ได้ทรงสานต่อ พระบรมราโชบายของพระราชบิดา โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง "ดุสิตธานี "ขึ้น ซึ่งก็คือเมืองจำลอง ที่โปรดให้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นการทดลองจัดการปกครองตามระบอบประชาธิปไตร โดยทรงจักการปกครองเมืองนี้ในรูปแบบ ของประชาธิปไตรทุกอย่าง มีการตราธรรมนูญดุสิตธานีลักษณะการปกครอง คณะนครภิบาลขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2465 มีการตั้งพรรคการเมือง มีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็นเขตๆ มีสถานที่ทำการรัฐบาลถาวร มีการหาเสียงเลือกผู้แทนราษฎร์ ตามแบบธรรมนูญดุสิตธานี ซึ่งก็คือรัฐนูญนั่นเอง เพียงแต่ไม่ได้เรียกชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์อย่างในปัจจุบัน แต่เรียกว่า เชษฐบุรุษ ในเมืองดุสิตธานีนี้ ยังมีการออกหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีสิทธิเสรีภาพ ในการติชมกิจการบ้านเมืองได้ ประวัติความเป็นมาของรัฐธรรมนูญไทย
  • ในสมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ( พ.ศ. 2468-2477 ) พระองค์ทรงทำการปูพื้นฐาน การปกครองในระบอบประชาธิปไตรต่อ โดยทรงดัดแปลงสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ ที่ตั้งขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นสภาองคมนตรี มีอำนาจหน้าที่ ในด้านประชุมปรึกษาหารือข้าราชการต่างๆ มีสมชิก 227 คน โดยสมชิกนี้ มีสิทธิค้านได้ด้วย โปรดฯ ให้ตราพระราชบัญญัติองคมนตรีขึ้น ในปี พ.ศ. 2470
  • พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริ ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ราษฎร์ของพระองค์ โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีวิสารวาจา และ นายเรมอนต์ สตีเวนส์ ร่างรัฐธรรมนูญถวาย แต่ยังไม่ทันเสร็จเรียบร้อย ตามพระราชปณิธาน คณะราษฎร์ โดยการนำของพันเอกพระยาพหลพลหยุหเสนา ( พจน์ พหลโยธิน ) พันเอกพระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน ) และพันเอกพระยาฤทธิอัดเณย์ (สละ เอมะศิริ ) ก็ได้กำเนิดการปฏิวัติในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น ระบอบประชาธิปไตร
  • ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จะมิได้เป็นไปโดยการพระราชทานจากเบื้องบนลงมาสู่เบื้องล่าง ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงตั้งพระทัยไว้ แต่พระองค์ก็ทรงเห็นแก่ความสงบสุขของประชาราษฎร์ จึงทรงยอมรับเป็น พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ